‘จงอย่าสนใจแค่ฟุตบอล’: ‘คีเลียน เอ็มบัปเป้’ กระบอกเสียงทรงพลัง ผู้ใช้ฐานะกัปตันทีมชาติชนการเหยียดเชื้อชาติและการเมือง – BK8
หากในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ณ สนามเมตไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามจะก้าวขึ้นมามีซีนบนเวทีรับถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก (เหมือนที่เคยทำในศึกชิงแชมป์สโมสรโลก) เชื่อได้เลยว่าจะมีกัปตันทีมอยู่คนหนึ่งที่เตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้อย่างชาญฉลาด… ชายคนนั้นคือ คีเลียน เอ็มบัปเป้
แน่นอนว่าเขาต้องพาทีมชาติฝรั่งเศสทะลุเข้าชิงให้ได้เสียก่อน แต่นาทีนี้คงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลไปกว่าเขาอีกแล้ว เอ็มบัปเป้ไม่ใช่แค่คนที่มีทักษะลูกหนังไร้ขีดจำกัด แต่ “การวางตัว” ของเขาคือสิ่งที่น่ายกย่อง เขาเป็นคนสุภาพแต่ไม่อ่อนแอ และการตอบโต้ต่อประเด็นสังคมของเขาก็มักจะเฉียบคมเสมอ
การที่เขาแบกรับความหวังของชาติ ควบคู่ไปกับการแสดงจุดยืนทางสังคม ทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะนำเขาไปเปรียบเทียบกับนักกีฬาผิวสีผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ อย่าง เจสซี โอเวนส์, โจ หลุยส์ หรือ มูฮัมหมัด อาลี
ตอกกลับนักการเมืองปารากวัยผู้เหยียดเชื้อชาติ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เอ็มบัปเป้เพิ่งแสดงความเด็ดขาดในการรับมือกับการเหยียดเชื้อชาติ
หลังจบเกมที่ฝรั่งเศสเอาชนะปารากวัย (ทีมที่เล่นหนักติดดาบตลอดเกม) เอ็มบัปเป้ปฏิเสธที่จะจับมือกับ ออร์ลันโด กิล ผู้รักษาประตูของคู่แข่ง ทำให้ เซเลสเต้ อามาริลญ่า นักการเมืองพรรคฝ่ายซ้ายของปารากวัย หัวเสียอย่างหนักและออกมาโจมตีเขาผ่านโซเชียลมีเดีย
ถ้อยคำของเธอกลายเป็นการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรง เธอเรียกเอ็มบัปเป้ว่า “คนแคเมอรูนหัวเมืองขึ้นที่พยายามทำตัวเนียนเป็นคนฝรั่งเศส” ด่าว่าเขาเย่อหยิ่งและอัปลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังใช้ถ้อยคำต่ำตมอย่างการบอกว่าเขาโตมากับการดูดน้ำมะพร้าวแทนน้ำนมแม่ และบอกว่าสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดที่เขาเคยฟังคือ “ลิงชิมแปนซี”
แต่เอ็มบัปเป้ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง เขาใช้โซเชียลมีเดียตอกกลับด้วยวุฒิภาวะว่า:
“คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวปารากวัย คุณคือผู้หญิงที่น่ารังเกียจและไม่คู่ควรกับตำแหน่งของคุณ ผมจะไม่มีวันยอมให้คนอย่างเธอมีอิสระในการเผยแพร่ความเกลียดชังและการเหยียดเชื้อชาติไปทั่วโลก”
ผลลัพธ์คือ อามาริลญ่า ต้องดิ้นรนแก้ตัวสารพัด ทั้งเรียกร้องคำขอโทษ อ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของการเหยียด และท้ายที่สุดก็ใช้มุกคลาสสิกว่า “โทรศัพท์โดนแฮ็ก” ยิ่งเธอพูดก็ยิ่งดูน่าขัน และเอ็มบัปเป้ก็เป็นฝ่ายชนะอย่างหมดจด
จุดยืนทางการเมืองที่แน่วแน่
ในวงการฟุตบอลยุคใหม่ การที่นักเตะออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมักจะถูกต่อต้าน หลายคนถูกบอกให้ “โฟกัสแค่เรื่องฟุตบอล (Stick to football)”
แต่ไม่ใช่กับเอ็มบัปเป้ ในศึกยูโร 2024 เมื่อพรรคฝ่ายขวาจัดกำลังมีคะแนนเสียงพุ่งสูงในฝรั่งเศส เอ็มบัปเป้ในฐานะกัปตันทีมของทีมชาติที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ ได้ออกมาใช้พื้นที่สื่อเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และต่อต้านแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง
“ผมรู้ว่ามันหมายถึงอะไร และมันจะส่งผลกระทบต่อประเทศของผมอย่างไร หากคนพวกนั้นได้ขึ้นสู่อำนาจ” เอ็มบัปเป้ ยืนยันจุดยืนของเขาผ่านนิตยสาร Vanity Fair แน่นอนว่าเขาโดนนักการเมืองฝ่ายขวาโจมตีกลับว่า กัปตันทีมชาติต้องเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ออกมาเป็น “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” แต่เอ็มบัปเป้ก็ไม่เคยหวั่นไหว
ตัวแทนของ ‘ความฝัน’ ของคนทั้งชาติ
เหตุผลที่เอ็มบัปเป้ทรงพลังมากขนาดนี้ เพราะไม่มีใครสามารถตั้งคำถามถึง “ความรักชาติ” ของเขาได้ ผลงานในสนามคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุด เขาตะบันไปแล้ว 20 ประตู จากการลงเล่นฟุตบอลโลก 20 นัด (สถิติเหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ ที่ทำได้ 21 ประตูจาก 30 นัด) ทุกครั้งที่เขาสวมเสื้อตราไก่ เขาจะงัดฟอร์มที่เก่งกาจที่สุดออกมาเสมอ
เอ็มบัปเป้เคยนิยามสิ่งที่เขาทำไว้อย่างกินใจว่า:
“ฟุตบอลสำหรับผม เป็นมากกว่ากีฬา ลองดูผลกระทบที่มันมีต่อสังคมสิ ผู้คนมาที่สนามเพื่อลืมความวุ่นวายในชีวิตไปสัก 90 นาที และมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะดูแลพวกเขา… นี่คือระดับประเทศ ไม่มีอะไรจะทรงพลังไปกว่านี้อีกแล้ว”
“การได้พูดว่าความสุขของคนทั้งฝรั่งเศสอยู่ในมือคุณ มันเป็นสิ่งที่พิเศษมาก ผมอยากเป็นตัวแทนของฝรั่งเศส และทุ่มเททุกอย่างเพื่อฝรั่งเศส เมื่อทีมชนะ ประเทศก็จะมีความสุข ไม่ว่าคุณจะเป็นแคชเชียร์ นายกเทศมนตรี หรือประธานาธิบดีก็ตาม”
ในวัย 27 ปี คีเลียน เอ็มบัปเป้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขาคือกระบอกเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังและวุฒิภาวะ เขารู้จักหน้าที่ รู้คุณค่า และรู้ถึงอิทธิพลของตัวเองที่มีต่อสังคม… ใครที่อยากให้เขาหุบปากแล้วเตะฟุตบอลไปอย่างเดียว คงต้องผิดหวัง เพราะโลกใบนี้ต้องการคนอย่างเขา ทั้งในและนอกสนามลูกหนัง