‘กำแพงมนุษย์แห่งอเมริกา และการตื่นรู้ของปีศาจแดง’: ย้อนรอยคลาสสิกแมตช์ เบลเยียม ดวล สหรัฐฯ 2014 – BK8
ก่อนที่เสียงนกหวีดแห่งโชคชะตาจะดังขึ้นในวันจันทร์นี้ ที่สังเวียนเมืองซีแอตเทิล ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง ทีมชาติเบลเยียม และ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา… ความทรงจำสีจางจากดินแดนแซมบ้าเมื่อ 12 ปีก่อน ก็หวนกลับมาทักทายเราอีกครั้ง
ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล สังเวียน อารีน่า ฟอนเต้ โนว่า เมืองซัลวาดอร์ ได้เป็นพยานในหนึ่งในเกมที่ยิ่งใหญ่ เฆี่ยนตีความรู้สึก และสูบพลังงานมากที่สุดนัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลก
90 นาทีแห่งความอึดอัด และ ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม’
วันนั้น เบลเยียมภายใต้การนำของ มาร์ค วิลม็อตส์ คือทีมพลังหนุ่มที่เต็มไปด้วยเพชรเม็ดงาม ทว่าตลอด 90 นาทีของการแข่งขัน แนวรุกอันจัดจ้านของพวกเขาต้องมาเจอกับกำแพงที่ไม่มีวันพังทลายอย่าง ทิม ฮาวเวิร์ด
นายทวารพญาอินทรีปฏิเสธลูกยิงของแข้งเบลเยียมครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะด้วยมือซ้าย ปลายนิ้วขวา ขา เข่า หน้าอก หรือแม้แต่ปุ่มสตั๊ด เขาทำสถิติเซฟไปถึง 16 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของฟุตบอลโลกในยุคนั้น (ก่อนที่ เอลอย รูม นายด่านคูราเซาจะทำสถิติเทียบเท่าในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้)
ความหนึบของฮาวเวิร์ดทำให้เกิดปรากฏการณ์แฮชแท็ก #ThingsTimHowardCouldSave (สิ่งที่ทิมฮาวเวิร์ดสามารถเซฟได้) บนทวิตเตอร์ แฟนๆ ตัดต่อหน้าเขาไปใส่ในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แซวว่าเขาสามารถเซฟเรือไททานิค หรือแม้แต่โดนแฟนบอลเข้าไปแก้ข้อมูลในวิกิพีเดีย ยกย่องให้เขาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ” คนใหม่เลยทีเดียว
เกือบจะเป็นสหรัฐฯ ที่ได้หัวเราะทีหลัง เมื่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ คริส วอนโดลอฟสกี้ ได้โอกาสทองยิงจ่อๆ แต่กลับหลุดกรอบออกไป ทิ้งให้ เยอร์เก้น คลินส์มันน์ กุนซือสหรัฐฯ ต้องกุมขมับด้วยความเสียดาย ก่อนที่เกมจะยืดเยื้อไปสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ
การแก้เกมที่เด็ดขาด และหยาดเหงื่อแห่งการต่อสู้
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ วิลม็อตส์ ตัดสินใจส่ง โรเมลู ลูกากู ลงสนาม และนั่นคือจุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริง
กองหน้าจอมพลังใช้เวลาไม่นานในการกระชากหนีตัวประกบก่อนจ่ายให้ เควิน เดอ บรอยน์ ซัดเบิกร่องในนาทีที่ 93 ก่อนที่ เดอ บรอยน์ จะตอบแทนด้วยการแทงบอลสุดสวยให้ ลูกากู หลุดเข้าไปยิงตอกฝาโลงในนาทีที่ 105 เบลเยียมออกนำ 2-0
แต่สหรัฐฯ ไม่ใช่ชาติที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จูเลียน กรีน ดาวรุ่งวัย 19 ปีในขณะนั้น ลงมาวอลเลย์ตีตื้นให้ทีมไล่มาเป็น 2-1 ในนาทีที่ 107 ปลุกความหวังให้แฟนบอลมะกันลุกฮือขึ้นอีกครั้ง ช่วงเวลาที่เหลือคือการแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่ง สหรัฐฯ เกือบตีเสมอได้จากลูกสูตรฟรีคิก แต่ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารเบลเยียม ก็โชว์ซูเปอร์เซฟปฏิเสธลูกยิงของ คลินต์ เดมพ์ซีย์ เอาไว้ได้หวุดหวิด
สิ้นเสียงนกหวีด เบลเยียมผ่านเข้ารอบไปอย่างหืดจับ ทิ้งไว้เพียงภาพของความทุ่มเทจนหมดหยดสุดท้ายของทั้งสองทีม
มรดกที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง
“มันเป็นเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชม แต่ไม่ใช่สำหรับหัวใจของผมเลย… ขอเถอะ อย่าให้ผมต้องเจอเกมแบบนี้อีก และอย่าให้ผมต้องเผชิญหน้ากับ ทิม ฮาวเวิร์ด อีกเลย ได้โปรด” มาร์ค วิลม็อตส์ กล่าวหลังเกม
ความทุ่มเทของทัพนักเตะอเมริกัน ซื้อใจคนทั้งชาติได้สำเร็จ แม้แต่ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ยังต้องโทรศัพท์สายตรงมาหา ทิม ฮาวเวิร์ด และ คลินต์ เดมพ์ซีย์ ในวันรุ่งขึ้น เพื่อกล่าวคำชื่นชมว่า “ในฐานะคนที่กีฬาแรกในชีวิตคือฟุตบอล การได้เห็นพวกคุณครองใจคนทั้งประเทศได้แบบนี้ มันเหลือเชื่อจริงๆ”
ฮาวเวิร์ดเปิดใจในภายหลังว่า แม้ตอนแรกเขาจะเขินอายกับกระแสตอบรับ แต่สุดท้ายเขาก็ภูมิใจที่ได้ทำให้ชาวอเมริกันหันมารักฟุตบอล และภูมิใจในชาติของตนเอง
วันจันทร์นี้… สายน้ำแห่งกาลเวลาพัดพาทั้งสองชาติให้กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ซีแอตเทิลจะจบลงเช่นไร แต่เชื่อได้เลยว่า จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จากปี 2014 จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาวิ่งพล่านบนผืนหญ้าอีกครั้งอย่างแน่นอน