‘รอยเท้าบนผืนหญ้าและแสงสว่างแห่งปารีส’: จัดอันดับ 10 เต็งบัลลงดอร์หลังจบแบ่งกลุ่มบอลโลก 2026 – BK8
ฟุตบอลโลก 2026 ที่ขยายเป็น 48 ทีม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ต้องมีช่วงพักดื่มน้ำ และลูกบอล “ตรีอนด้า” อาจดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “เวทีนี้คือที่สำหรับซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง”
เมื่อรอบแบ่งกลุ่มรูดม่านปิดฉากลง แรงกระเพื่อมบนผืนหญ้าได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังงานประกาศรางวัล บัลลงดอร์ (Ballon d’Or) ในเดือนตุลาคมนี้ และนี่คือการจัดอันดับ 10 แคนดิเดตที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในเวลานี้
1. ลิโอเนล เมสซี่ (อายุ 39 ปี / อาร์เจนตินา – อินเตอร์ ไมอามี)
หลายคนคิดว่าเทพนิยายที่กาตาร์ในปี 2022 คือฉากจบที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้แล้ว และการย้ายไปไมอามีคือการพักผ่อน ทว่าภาพลวงตานั้นได้มลายหายไปสิ้น เมสซี่ยังคงเดินทอดน่องคุมจังหวะเกมตามเงื่อนไขของตัวเอง แต่ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสบอล สถิติต่างๆ ก็พังทลายลง
เขากลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริกได้ในบอลโลก (นัดเจอแอลเจีเรีย) ยิงประตูแซงหน้า มิโรสลาฟ โคลเซ่ (นัดเจอออสเตรีย) และเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกได้ 7 นัดติดต่อกัน (ลูกฟรีคิกนัดเจอจอร์แดน) ตอนนี้เขาทำไปแล้ว 6 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้
- ด่านต่อไป: พบ เคปเวิร์ด ที่ไมอามี เส้นทางสายนี้ถือว่าเปิดกว้างและเป็นใจให้เมสซี่เดินหน้าคว้าดาวดวงที่ 9 มาครองเป็นอย่างยิ่ง
2. คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (อายุ 27 ปี / ฝรั่งเศส – เรอัล มาดริด)
เอ็มบัปเป้ก้าวเข้าสู่บอลโลกหนนี้ด้วยวุฒิภาวะที่สูงขึ้นในฐานะผู้นำทัพ “ตราไก่” เต็มตัว สถิติตัวเลขของเขาบ่งชี้ถึงความอันตรายรอบด้านด้วยการหาโอกาสยิงถึง 16 ครั้ง (ตรงกรอบ 9 ครั้ง) สูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์ แถมการลงเล่นนัดที่ 100 ในเกมพบอิรัก ยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดที่ทำสถิตินี้ได้ ปัจจุบันเขายิงในบอลโลกไปแล้ว 16 ประตูจากการลงเล่น 16 นัดเท่ากับโคลเซ่
- ด่านต่อไป: เจอกับ สวีเดน ทว่าเส้นทางข้างหน้าหากผ่านไปได้ ถือเป็น “นรกบนดิน” เพราะมีทั้ง เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และ สเปน รออยู่บนเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ
3. อุสมาน เดมเบเล่ (อายุ 29 ปี / ฝรั่งเศส – ปารีส แซงต์-แชร์แมง)
เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เดมเบเล่เพิ่งจะมายิงประตูแรกในฟุตบอลโลกได้ในการลงเล่นหนที่ 3 ของตัวเอง แต่เมื่อปลดล็อกได้แล้ว พายุก็เริ่มก่อตัวขึ้นทันที เขาทำแฮตทริกที่เร็วที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์บอลโลกในเกมกับนอร์เวย์ และมีสถิติการลากเลื้อยขึ้นหน้าจนนำไปสู่ประตูสูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์
- ด่านต่อไป: สวีเดน และ เยอรมนี… ชะตาชีวิตบัลลงดอร์ของเดมเบเล่ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถรักษาความมหัศจรรย์นี้ในเกมใหญ่รอบน็อกเอาต์ได้หรือไม่
4. วินิซิอุส จูเนียร์ (อายุ 25 ปี / บราซิล – เรอัล มาดริด)
วินิซิอุสลบทุกคำสบประมาทที่ว่าเขาไม่สามารถเล่นให้ทีมชาติได้ดีเท่าสโมสร ด้วยผลงาน 4 ประตู 1 แอสซิสต์ใน 3 นัด พร้อมตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์ที่ช่วยให้บราซิลผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม การได้กลับมาร่วมงานกับ คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้เขากลายเป็นร่างทองอย่างแท้จริง (ยิง 7 ประตูจาก 13 นัดภายใต้อันเช่ เทียบกับ 6 ประตูจาก 39 นัดก่อนหน้านี้)
- ด่านต่อไป: ดวล ญี่ปุ่น ที่ฮิวสตัน ก่อนจะมีโอกาสไปตัดเชือกกับ นอร์เวย์ ของฮาแลนด์ หรือ อังกฤษ ในรอบลึกๆ
5. แฮร์รี่ เคน (อายุ 32 ปี / อังกฤษ – บาเยิร์น มิวนิค)
โธมัส ทูเคิ่ล สร้างทีมชาติอังกฤษชุดนี้โดยมี แฮร์รี่ เคน เป็นศูนย์กลาง แม้เขาจะสัมผัสบอลน้อยลงกว่าบอลโลกสองหนก่อน แต่เขามีโอกาสง้างเท้ายิงในกรอบเขตโทษเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ประตูที่ยิงปานามาทำให้เขากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกของอังกฤษที่ 11 ประตู และเป็นประตูที่ 70 ของเขาในฤดูกาลนี้รวมทุกรายการ
- ด่านต่อไป: ดวล ดีอาร์ คองโก ที่แอตแลนตา ก่อนจะต้องไปเผชิญหน้ากับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลที่เม็กซิโกซิตี้ในรอบ 16 ทีม ซึ่งจะเป็นบททดสอบที่โหดหินของจริง
6. ไมเคิล โอลิเซ่ (อายุ 24 ปี / ฝรั่งเศส – บาเยิร์น มิวนิค)
ในระบบการเพรสซิ่งแดนบนอันบ้าคลั่งของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ โอลิเซ่คือ “วาทยากร” ผู้ควบคุมจังหวะ เขาคือผู้เล่นที่แย่งบอลในแดนหน้าได้มากที่สุด พร้อมทำสถิติ 3 แอสซิสต์และจ่ายบอลทะลุช่องอีก 7 ครั้ง สูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้
- ด่านต่อไป: สวีเดน… ข้อได้เปรียบของฝรั่งเศสในรอบนี้คือระยะทางการเดินทางที่สั้นมาก ซึ่งจะช่วยเซฟแรงของโอลิเซ่ได้เป็นอย่างดี
7. ลามีน ยามาล (อายุ 18 ปี / สเปน – บาร์เซโลน่า)
สเปนได้พิสูจน์ให้เห็นในนัดแรกแล้วว่า หากไม่มีไอ้หนูวัย 18 ปีคนนี้ เกมรุกของพวกเขาจะตื้อตันเพียงใด ยามาลลงมาเปลี่ยนเกมในแมตช์เจอเคปเวิร์ด และใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการยิงประตูแรกในสีเสื้อทีมชาตินัดเจอซาอุดีอาระเบีย ปัจจุบันเขามีสถิติเลี้ยงบอลสำเร็จสูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์ที่ 5.8 ครั้งต่อ 90 นาที
- ด่านต่อไป: สเปน จะพบกับ ออสเตรีย และหากผ่านไปได้ มีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นศึกดาร์บี้แมตช์คาบสมุทรไอบีเรียกับ โปรตุเกส ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้
8. เออร์ลิง ฮาแลนด์ (อายุ 25 ปี / นอร์เวย์ – แมนเชสเตอร์ ซิตี้)
ฮาแลนด์ถาโถมเข้าใส่ฟุตบอลโลกราวกับพายุทอร์นาโด ยิงไป 4 ประตูจาก 2 นัดแรก สถิติในทีมชาติของเขายังคงน่าสะพรึงกลัวที่ 59 ประตูจาก 52 นัด ที่สำคัญเขาได้พักมาเต็มๆ ในเกมนัดสุดท้ายกับฝรั่งเศส ทำให้สภาพร่างกายของเขาสดเต็มร้อยพร้อมรบในรอบน็อกเอาต์
- ด่านต่อไป: ดวล ไอวอรี่โคสต์ ที่ดัลลัส นี่คือการพานอร์เวย์เข้ารอบน็อกเอาต์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 แต่ลำพังแค่รางวัลรองเท้าทองคำอาจไม่พอให้เขาได้บัลลงดอร์ นอร์เวย์ต้องบินให้สูงกว่านี้
9. ดีแคลน ไรซ์ (อายุ 27 ปี / อังกฤษ – อาร์เซน่อล)
แม้บทบาทในทีมชาติจะดูเงียบเชียบและเน้นเกมรับมากกว่าตอนเล่นให้อาร์เซน่อล แต่ไรซ์ก็สร้างสรรค์โอกาสไปถึง 10 ครั้งในรอบแบ่งกลุ่ม (6 ครั้งมาจากลูกตั้งเตะ) กลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกต่อจาก เดวิด เบ็คแฮม (ปี 2002 และ 2006) ที่สร้างโอกาสได้แตะหลักสิบในรอบแบ่งกลุ่ม
- ด่านต่อไป: รับมือ ดีอาร์ คองโก ที่แอตแลนตา ความสม่ำเสมอของไรซ์จะเป็นรากฐานสำคัญให้อังกฤษในรอบน็อกเอาต์
10. ลุยส์ ดิอาซ (อายุ 29 ปี / โคลอมเบีย – บาเยิร์น มิวนิค)
ในฟุตบอลโลกหนแรกของชีวิตในวัย 29 ปี ดิอาซหอบเอาฟอร์มอันร้อนแรงจากบุนเดสลีกามาสู่เวทีระดับโลก เขามีส่วนสำคัญในการพาโคลอมเบียหักปากกาเซียนคว้าแชมป์กลุ่มเหนือโปรตุเกส ทั้งยิงทั้งจ่ายในเกมทุบอุซเบกิสถาน 3-1
ด่านต่อไป: ดวล กานา ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุที่แคนซัสซิตี้ ก่อนจะต้องบินขึ้นเหนือสุดขั้วไปที่แวนคูเวอร์ สิ่งที่ดิอาซยังขาดอยู่คือ “ช็อตมหัศจรรย์” ในรอบน็อกเอาต์ที่จะช่วยดึงคะแนนโหวตบัลลงดอร์มาอยู่ในมือสยบทุกความกังขา