‘รอยยิ้มที่รอคอยมา 92 ปี’: ซาลาห์ ปลดล็อกฝันร้ายฟุตบอลโลก พาทัพฟาโรห์จารึกประวัติศาสตร์ – BK8
ฟุตบอลมักมีวิธีเยียวยาบาดแผลในหัวใจของพวกเราเสมอ… สำหรับประเทศที่หลงใหลในเกมลูกหนังอย่างอียิปต์ การรอคอยชัยชนะในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ยาวนานถึง 92 ปี ได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างยิ่งใหญ่ และแน่นอนว่าชายผู้มอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับคนทั้งชาติ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ราชาอียิปต์” โมฮาเหม็ด ซาลาห์
ชัยชนะเหนือนิวซีแลนด์ 3-1 ไม่ใช่แค่การคว้า 3 คะแนน แต่มันคือการทลายกำแพงแห่งความผิดหวังที่เกาะกินหัวใจแฟนบอลแดนมัมมี่มาอย่างยาวนาน และนี่คือค่ำคืนที่ตำนานลูกหนังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ได้สลักชื่อของเขาลงบนหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบ
ทะลวงกำแพงความกดดัน
ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้นได้ไม่สวยงามนักสำหรับซาลาห์ในวัย 34 ปี เขาฟอร์มเงียบกริบในเกมนัดแรกที่เสมอเบลเยียม จนถึงขั้นโดนเปลี่ยนตัวออก และครึ่งแรกในเกมกับนิวซีแลนด์ก็ยังคงแผลงฤทธิ์ไม่ออก จนหลายคนเริ่มกังวลว่าฝันร้ายในฟุตบอลโลกของเขาจะตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง
แต่ซูเปอร์สตาร์มักจะฉายแสงในเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุดเสมอ แม้จะโดนนิวซีแลนด์ช็อกยิงออกนำไปก่อน แต่นาทีที่ 67 ซาลาห์ก็จุดประกายความหวังด้วยการพังประตูพลิกให้ทีมขึ้นนำ 2-1 ก่อนที่ในช่วงท้ายเกม เขาจะรับบทจอมทัพเปิดเตะมุมให้ เทรเซเกต์ โหม่งปิดกล่องอย่างเด็ดขาด สถิติในเกมนี้ระบุชัดเจนว่าเขาคือหัวใจของทีมอย่างแท้จริง:
- ผู้สร้างโอกาสสูงสุด: มีส่วนร่วมกับการยิงประตูมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ (ง้างเท้ายิงเอง 5 ครั้ง และสร้างโอกาสให้เพื่อนอีก 5 ครั้ง)
- จ่อทำลายสถิติชาติ: ทำประตูในสีเสื้อทีมชาติไปแล้ว 68 ลูกจากการลงเล่น 118 นัด ตามหลังสถิติสูงสุดตลอดกาลของกุนซือ ฮอสซัม ฮัสซัน เพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น
บาดแผลจากอดีต สู่พลังในปัจจุบัน
ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของซาลาห์เต็มไปด้วยขวากหนาม ซัมเมอร์นี้เขาเพิ่งประกาศอำลาลิเวอร์พูล สโมสรที่เขารักและผูกพัน หลังมีปัญหาไม่ลงรอยกับกุนซือ อาร์เน่ สล็อต ทว่าเขาเลือกที่จะทิ้งความวุ่นวายเรื่องอนาคตค้าแข้งไว้เบื้องหลัง และทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อชาติ
ทุกคนยังจำภาพหยาดน้ำตาในปี 2018 ได้ดี เมื่ออาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ทำให้เขาไม่อาจช่วยทีมได้เต็มร้อย แม้จะยิงรัสเซียและซาอุดีอาระเบียได้ แต่ก็ต้องตกรอบแรกแบบบอบช้ำ ตามมาด้วยความเจ็บปวดที่ตกรอบคัดเลือกไม่ได้ไปเล่นที่กาตาร์ในปี 2022 นี่ยังไม่นับรวมความผิดหวังจากนัดชิงแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ถึงสองครั้ง
แต่ชัยชนะนัดนี้ ได้ปัดเป่าความเศร้าเหล่านั้นออกไปจนหมดสิ้น
เดอะแบกผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำไนล์
การลงเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มานานถึง 14 ปี ทำให้ซาลาห์ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล แต่เขาคือความหวังระดับชาติ ดร. โมฮาเหม็ด อาบูด แพทย์ประจำทีมชาติเคยเล่าว่า ตอนที่ซาลาห์เจ็บไหล่ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2018 ถึงขั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์ต้องโทรศัพท์มาสายตรงเพื่อติดตามอาการด้วยตัวเอง
แอนจ์ ปอสเตโคกลู อดีตกุนซือสเปอร์สที่รับหน้าที่วิเคราะห์เกม กล่าวชื่นชมจิตใจของเขาว่า “หากใครยังสงสัยในอิทธิพลของโมที่มีต่อทีม คุณคงได้เห็นแล้วในเกมนี้ เมื่อทีมเจอกับความยากลำบาก นักเตะคนสำคัญของพวกเขาได้ก้าวขึ้นมาแบกรับมันไว้”
เช่นเดียวกับ โจบี้ แม็คอานัฟฟ์ อดีตปีกทีมชาติจาเมกาที่ตอกย้ำความรู้สึกของทุกคนว่า “ในวินาทีที่ทีมต้องการเขามากที่สุด โม ซาลาห์ ก็ยืนหยัดเพื่อชาติของเขาได้อย่างสง่างาม”
ชัยชนะประวัติศาสตร์ในความพยายามครั้งที่ 9 บนเวทีเวิลด์คัพ ทำให้อียิปต์จ่อทะลุเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยขอเพียงแค่ผลเสมอกับอิหร่านในนัดหน้า หรืออาจจะไม่ต้องออกแรงลุ้นเลยด้วยซ้ำ
“มันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน เป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม บรรยากาศมันสุดยอดมาก แต่เกมหน้าก็ยังคงสำคัญที่สุด” ซาลาห์กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น
ไม่ว่าอนาคตในระดับสโมสรของเขาจะไปจบลงที่สโมสรใด แต่ในสีเสื้อทีมชาติ ซาลาห์ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า เขาคือ “เดอะแบก” ผู้มีหัวใจนักสู้ และเป็นรอยยิ้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวอียิปต์อย่างแท้จริง