คืนถิ่นอินทรีเหล็ก! ‘แมร์เตซัคเกอร์’ บอกลาอาร์เซน่อล จ่อนั่ง ผอ.กีฬา สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี

‘สืบสานดีเอ็นเอแชมป์โลก’: เพอร์ แมร์เตซัคเกอร์ อำลาอาร์เซน่อล เตรียมคุมทัพผู้บริหารในตำแหน่ง ผอ.กีฬา เยอรมนีBK8

วงการฟุตบอลเยอรมนีเตรียมต้อนรับการกลับมาของหนึ่งในฮีโร่ชุดแชมป์โลก 2014 เมื่อ เพอร์ แมร์เตซัคเกอร์ อดีตปราการหลังร่างยักษ์ เตรียมได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการกีฬา (Sporting Director) คนใหม่ของ สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี (DFB) อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

อดีตกองหลังวัย 41 ปี เพิ่งตัดสินใจโบกมือลา “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26 ปิดฉากช่วงเวลาอันยาวนานถึง 15 ปีในถิ่นลอนดอนเหนือ โดยแบ่งเป็น 7 ปีในฐานะผู้เล่นชุดใหญ่ และอีก 8 ปีในบทบาทผู้จัดการอคาเดมีนับตั้งแต่แขวนสตั๊ดในปี 2018

ดีลลับ 1 ปีครึ่ง เบื้องหลังการดึงตัวคืนถิ่น

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในสมาคมฟุตบอลบ้านเกิดครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน โดย แบร์นด์ นอยเอนดอร์ฟ ประธาน DFB ได้ออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่า:

“ชื่อของเพอร์เป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง แต่ความจริงก็คือ อันเดรอัส เรตติช, รูดี้ โฟลเลอร์ และตัวผม ได้เปิดฉากพูดคุยกับเพอร์มานานถึง 1 ปีครึ่งแล้ว”

“เราเริ่มการเจรจากันตั้งแต่เนิ่นๆ และเขาก็ส่งสัญญาณตั้งแต่แรกว่าเขาพร้อมที่จะรับภารกิจสำคัญนี้”

มรดกสร้างดาวรุ่งจากถิ่นเอมิเรตส์

ตลอดช่วงเวลา 8 ปีที่ แมร์เตซัคเกอร์ กุมบังเหียนอคาเดมีของอาร์เซน่อล เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงในการวางรากฐานเยาวชนและผลักดันดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บูคาโย่ ซาก้า, เอมิล สมิธ โรว์, เอธาน นวาเนรี่, ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่, แม็กซ์ ดาวแมน และ มาร์ลี ซัลมอน

นอกจากนี้ เขายังเคยผ่านงานโค้ชสั้นๆ ด้วยการเป็นผู้ช่วยของ เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก ช่วงกุมทีมขัดทัพ ก่อนที่ มิเกล อาร์เตต้า จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนธันวาคม 2019

ประสบการณ์โชกโชนคู่ควรตำแหน่ง

ตลอดอาชีพการค้าแข้งยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ แมร์เตซัคเกอร์ ผ่านการลงเล่นให้กับสโมสรชั้นนำทั้ง ฮันโนเวอร์ 96, แวร์เดอร์ เบรเมน และ อาร์เซน่อล พร้อมกับสถิติรับใช้ ทีมชาติเยอรมนี 104 นัด โดยเป็นกำลังหลักลงเล่นไป 6 นัดในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่งทัพอินทรีเหล็กผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้สำเร็จ

การย้ายมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกีฬา DFB ของแมร์เตซัคเกอร์ จึงถูกมองว่าเป็นการนำเอาทั้งประสบการณ์ในสนามระดับแชมป์โลก และมันสมองด้านการบริหารและพัฒนาเยาวชน มาช่วยวางทิศทางโครงสร้างฟุตบอลเยอรมนีเพื่อสร้างยุคสมัยใหม่ที่แข็งแกร่งต่อไป