USA 94: ฟุตบอลโลกที่ ‘เปลี่ยนทุกอย่าง’ ในฤดูร้อนแห่งประวัติศาสตร์ – BK8
ฤดูร้อนปี 1994 คือช่วงเวลาที่ร้อนระอุอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพราะสภาพอากาศ แต่เป็นเพราะแสงสีของฮอลลีวูดที่สาดส่องลงมายังสนามฟุตบอลทั่วสหรัฐอเมริกา. นี่ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลธรรมดา แต่เป็นมหกรรมที่รวมเอาดาราดังระดับโลกอย่าง Stevie Wonder, Robin Williams, Oprah Winfrey ไปจนถึง Diana Ross เข้ามาร่วมสร้างสีสัน จนทำให้ฟุตบอลกลายเป็นเรื่องที่ “ต้องห้ามพลาด” สำหรับชาวอเมริกัน.
จุดเริ่มต้นจากความว่างเปล่าสู่ความยิ่งใหญ่ ก่อนจะมาถึงจุดนี้ สหรัฐฯ เคยเผชิญกับวิกฤตเมื่อลีกอาชีพดั้งเดิม (NASL) ล่มสลายลงเมื่อ 9 ปีก่อนหน้านั้น แม้จะเคยมีความพยายามดึงตำนานอย่าง เปเล่ มาปลุกกระแส แต่ความล้มเหลวในการจัดฟุตบอลโลก 1986 ก็ทำให้ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองต้องจบลง.
อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่ามองเห็นศักยภาพว่าอเมริกาคือพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์สำหรับการขยายฐานแฟนบอล จึงตัดสินใจให้โอกาสจัดฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนอกยุโรปและลาตินอเมริกา โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพขึ้นใหม่. Alan Rothenberg อดีตประธาน US Soccer คือผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างความเชื่อมั่นให้กับฟีฟ่าว่า หากทัวร์นาเมนต์นี้ประสบความสำเร็จ Major League Soccer (MLS) จะถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน.
การเตรียมทีมและความท้าทาย ในเวลานั้น US Soccer เป็นเพียงองค์กรอาสาสมัครที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน และต้องทำงานจากรถพ่วงเช่าในรัฐโคโลราโด. ทีมชาติสหรัฐฯ เองก็อยู่ในสถานะที่น่ากังวลหลังจากตกรอบแรกฟุตบอลโลกปี 1990 แบบไร้ชัยชนะ. ทีมต้องถูกสร้างใหม่ภายใต้การนำของ Bora Milutinovic โค้ชชาวเซอร์เบีย ผู้ถูก Alexi Lalas กองหลังตัวเก่งเปรียบเปรยว่าเป็นลูกผสมระหว่าง “Yogi Bear และ Yoda”.
โศกนาฏกรรมและสีสันนอกสนาม ท่ามกลางความตื่นเต้น มีเหตุการณ์ที่คนทั้งโลกจดจำได้ดี เช่น การที่ตำรวจไล่ล่ารถของ OJ Simpson ระหว่างที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่. ทว่าเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดคือโศกนาฏกรรมของ Andres Escobar กองหลังทีมชาติโคลอมเบีย ที่ถูกยิงเสียชีวิตหลังจากทำเข้าประตูตัวเองในเกมที่พบกับสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคทองของฟุตบอลโคลอมเบียอย่างน่าเศร้า.
ในขณะที่ฝั่งอาร์เจนตินา ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ ได้สร้างปาฏิหาริย์ประตูสุดสวยในเกมพบกรีซ ก่อนจะถูกแบนจากการตรวจพบสารกระตุ้น สร้างความบอบช้ำให้กับทีมจนถึงขั้นที่ทีมแพทย์เปรียบเปรยบรรยากาศในแคมป์ว่าเหมือนงานศพ.
นัดชิงชนะเลิศและมรดกที่ทิ้งไว้ นัดชิงชนะเลิศระหว่างบราซิลและอิตาลีถูกตัดสินด้วยลูกจุดโทษ โดยภาพที่ติดตาคนทั้งโลกคือจังหวะที่ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ยิงจุดโทษข้ามคาน ส่งผลให้บราซิลคว้าแชมป์ไปครอง.
สำหรับสหรัฐอเมริกา ฟุตบอลโลกปี 1994 ไม่เพียงแต่ทำกำไรมหาศาลและสร้างสถิติจำนวนผู้ชม แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง “ทุกคนรู้ดีถึงความกระตือรือร้นของแฟนบอลบราซิล แต่ทว่ามีแฟนบอลชาวสหรัฐฯ จำนวนเท่ากันที่ทาสีหน้า โบกธง และเต้นรำไปตามท้องถนน นั่นคือตอนที่ผมคิดว่า ‘เรารู้แล้วว่าเรากลายเป็นชาติแห่งฟุตบอลแล้ว'” Alan Rothenberg กล่าว. ความสำเร็จครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิด MLS ที่เติบโตจนมีถึง 30 ทีมในปัจจุบัน และทำให้ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเต็มตัว