‘ฟุตบอล ความเชื่อ และเสรีภาพ’: ฟีฟ่าไฟเขียว “ธงสีรุ้ง” แมตช์ อียิปต์-อิหร่าน ท่ามกลางรอยร้าวทางวัฒนธรรม – BK8
ฟุตบอลโลกคือมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ มันคือพื้นที่ที่รวบรวมผู้คนจากทุกวัฒนธรรม ความเชื่อ และปูมหลังให้มาอยู่ร่วมกัน ทว่าในบางครั้ง ความสวยงามของเกมลูกหนังก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความจริงอันซับซ้อนของโลกใบนี้ได้ เช่นเดียวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเกมนัดสำคัญของกลุ่ม G ณ สนามลูเมน ฟิลด์ เมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะอนุญาตให้แฟนบอลนำ “ธงสีรุ้ง” สัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ+ เข้าสู่สนามแข่งขันในวันศุกร์นี้ได้ แม้ว่าจะได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากทั้งทีมชาติอียิปต์และทีมชาติอิหร่าน ซึ่งเป็นสองประเทศที่ความสัมพันธ์ร่วมเพศในเพศเดียวกันยังคงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ชนวนเหตุจาก ‘Pride Match’ เมืองซีแอตเทิล
ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคณะกรรมการจัดการแข่งขันของเมืองซีแอตเทิล ได้เลือกให้เกมนัดที่ 4 ของสนามแห่งนี้เป็น “Pride Match” เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล PrideFest ที่จัดขึ้นในเมืองนี้มาตั้งแต่ปี 2007 ทว่าการเลือกนี้เกิดขึ้น “ก่อน” ที่ผลการจับสลากแบ่งกลุ่มจะออกมาว่า อียิปต์ และ อิหร่าน จะต้องมาฟาดแข้งกันในแมตช์นี้พอดี
ทางสมาคมฟุตบอลอียิปต์ได้ส่งหนังสือตรงถึงฟีฟ่าตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อ “ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการสนับสนุนกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในระหว่างการแข่งขัน” เช่นเดียวกับทางอิหร่านที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมใดๆ กับแคมเปญนี้
จุดยืนของฟีฟ่า และการแบ่งรับแบ่งสู้ของอินฟานติโน่
โฆษกของฟีฟ่าได้แถลงการณ์ผ่าน The Times โดยระบุว่า ฟุตบอลโลกเป็นงานที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศใดก็ตาม การแสดงออกถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงธงสีรุ้ง ถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ภายใต้ประมวลกฎข้อบังคับของสนามแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า พยายามลดอุณหภูมิความร้อนแรงของเรื่องนี้ โดยอธิบายว่า ฟีฟ่าควบคุมเฉพาะสิ่งเกินขึ้น “ภายในสนาม” เท่านั้น แต่กิจกรรมเฉลิมฉลองภายนอกเป็นเรื่องของเจ้าภาพท้องถิ่น
“ผมต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะไม่มี ‘Pride Match’ อย่างเป็นทางการในฟุตบอลโลกครั้งนี้ มันคือแมตช์ฟุตบอลโลกธรรมดาที่ซีแอตเทิล และในวันเดียวกันนั้น ก็มีกิจกรรมที่จัดโดยองค์กรภายนอกเกิดขึ้นในเมือง แต่นั่นไม่เกี่ยวข้องกับตัวเกมการแข่งขันในสนาม” อินฟานติโน่ กล่าว
“เรามาเพื่อเล่นฟุตบอล” เสียงสะท้อนจากสองกุนซือ
ในงานแถลงข่าวก่อนเกมเมื่อวันพฤหัสบดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด โดยตัวแทนจากฟีฟ่าต้องอ่านแถลงการณ์ล่วงหน้าตามคำขอของสมาคมฟุตบอลอิหร่าน ว่าทีมจะขอตอบเฉพาะคำถามที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลในสนามเท่านั้น
อามีร์ กาเลนอย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอิหร่าน ปฏิเสธที่จะพูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง:
“ฟังนะ ผมบอกคุณไปแล้วว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อเล่นฟุตบอล ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น สมาธิทั้งหมดของเราอยู่ที่เกมวันพรุ่งนี้ สิ่งใดก็ตามที่ถูกห้ามในศาสนาของเรา เราจะไม่ขอพูดถึงมัน เราจะพูดถึงแค่ฟุตบอล ว่ามันเป็นเกมที่สวยงามและน่าสนุกแค่ไหน”
ด้าน ฮอสซัม ฮัสซัน ผู้จัดการทีมชาติอียิปต์ ก็เลือกที่จะแบ่งรับแบ่งสู้และมุ่งเน้นไปที่เกมนักกีฬาเช่นกัน:
- “ฟีฟ่าดูแลเรื่องการจัดการ ส่วนสมาคมฟุตบอลอียิปต์ดูแลเรื่องนโยบาย”
- “สำหรับพวกเราที่เป็นโค้ชและนักเตะ สิ่งที่เราสนใจมีเพียงแค่ฟุตบอลที่อยู่บนผืนหญ้าเท่านั้น”
- “เราเคารพในกฎเกณฑ์ของความเคารพและการเล่นที่ยุติธรรม (Fair Play) ที่ทุกคนปฏิบัติตาม”
สถานการณ์ในกลุ่ม G
ท่ามกลางดราม่านอกสนาม เกมนี้มีความหมายต่อทั้งสองทีมอย่างยิ่งในการลุ้นตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย
| ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | แต้ม | สถานการณ์ในกลุ่ม |
| ???????? อียิปต์ | 2 | 1 | 1 | 0 | 4 | นำเป็นจ่าฝัน ขอเพียงผลเสมอก็จะตีตั๋วเข้ารอบทันที |
| ???????? อิหร่าน | 2 | 0 | 2 | 0 | 2 | รั้งอันดับสอง จำเป็นต้องมีแต้มเพื่อกุมความได้เปรียบ |
สุดท้ายแล้ว เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น แสงไฟในสเตเดียมและสายตาของคนนับล้านจะจับจ้องไปที่ลูกฟุตบอลกลมๆ บนผืนหญ้า แฟนบอลอาจจะโบกสะบัดธงสีรุ้งบนอัฒจันทร์เพื่อเสรีภาพของพวกเขา ขณะที่นักเตะในสนามก็จะวิ่งสุดชีวิตเพื่อความฝันของคนในชาติ… เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลยังคงทำหน้าที่ของมัน นั่นคือการเป็นกระจกสะท้อนความจริงอันหลากหลายของโลกใบนี้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด