‘รวยทะลุหมื่นล้าน’: ถอดรหัสวิธี ฟีฟ่า ปั้นฟุตบอลโลก 2026 ให้กลายเป็นมหกรรมกีฬาที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ – BK8
ฟีฟ่า (FIFA) เคยประกาศความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจจากฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ด้วยรายได้มหาศาลเกือบ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่โลกลูกหนังเคยมีมา… แต่นั่นกำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า คาดการณ์เอาไว้ว่า ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดาเป็นเจ้าภาพร่วม จะกวาดรายได้เป็น 2 เท่าจากที่กาตาร์ หรือทะลุตัวเลข 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) สร้างประวัติศาสตร์เป็นมหกรรมกีฬาแรกของโลกที่มีมูลค่าแตะตัวเลข 11 หลักอย่างเป็นทางการ!
แล้วฟีฟ่าเนรมิตขุมทรัพย์มหาศาลนี้ขึ้นมาได้อย่างไร? นี่คือเบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้
1. จุดตัดของ ‘อุปสงค์และอุปทาน’
โอลิมปิกเกมส์ที่ปารีสทำรายได้ไปราว 5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนศึกยูโร 2024 ที่เยอรมนี ทำไปได้ 2.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ฟุตบอลโลก 2026 ทิ้งห่างตัวเลขเหล่านั้นไปไกลลิบ
ศ.ร็อบ วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจฟุตบอลจาก UCFB อธิบายว่า มันคือหลักการของอุปสงค์และอุปทานแบบคลาสสิก ฟุตบอลโลกจัดขึ้นเพียง 4 ปีครั้ง (อุปทานถูกจำกัด) ในขณะที่ความคลั่งไคล้ฟุตบอลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา (อุปสงค์มหาศาล) เมื่อความต้องการที่ล้นหลามมาเจอกับของหายาก ฟีฟ่าจึงสามารถกำหนดราคาและสร้างเม็ดเงินได้อย่างไร้ขีดจำกัด
2. ตลาดอเมริกา: ดินแดนที่พร้อมจ่ายไม่อั้น
การตัดสินใจนำทัวร์นาเมนต์มาจัดที่ทวีปอเมริกาเหนือ โดยมี 78 นัด (จากทั้งหมด 104 นัด) แข่งขันในสหรัฐอเมริกา คือ “โอกาสทองฝังเพชร” อย่างแท้จริง
แม้ราคาตั๋วจะพุ่งสูงปรี๊ด แต่สำหรับตลาดอเมริกาที่คุ้นเคยกับการจ่ายแพงเพื่อดูกีฬา นี่ไม่ใช่ปัญหา แฟนบอลกว่า 6 ล้านคนพร้อมใจกันเดินเข้าสนาม ฟีฟ่าคาดการณ์ว่ารายได้จากตั๋วเข้าชมและแพ็กเกจระดับวีไอพีรอบนี้จะพุ่งสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ารอบกาตาร์ถึง 3 เท่า!
3. แม่เหล็กดูดสปอนเซอร์ระดับโลก
สหรัฐอเมริกาคือตลาดที่แบรนด์ระดับโลกทุกแห่งอยากมีส่วนร่วม ทัวร์นาเมนต์นี้จึงดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาได้อย่างมหาศาล
- พาร์ทเนอร์หลัก: แบรนด์อย่าง Adidas, Coca-Cola, Visa และ Hyundai ยอมจ่ายปีละ 80-100 ล้านดอลลาร์
- สปอนเซอร์ท้องถิ่น: แบรนด์อเมริกันยักษ์ใหญ่เช่น Bank of America หรือ McDonald’s ก็ทุ่มเงินระดับ 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อไม่ให้พลาดขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์ในบ้านเกิดตัวเอง
ฟิล คาร์ลิ่ง ผู้บริหารจาก Octagon เอเจนซี่กีฬาชั้นนำ ยืนยันว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือ “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก” ที่แม้แต่ซูเปอร์โบวล์ก็เทียบไม่ได้
4. ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสุดอู้ฟู่
เป้าหมายสายตากว่า 6 พันล้านคู่ทั่วโลกที่จับจ้องมาที่ทัวร์นาเมนต์นี้ ทำให้ค่าลิขสิทธิ์ทีวีพุ่งกระฉูด ฟีฟ่าคาดว่าจะทำรายได้จากส่วนนี้ถึง 5.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบปี 2023-26
แม้ในตลาดยุโรป ฟีฟ่าจะเจอข้อจำกัดทางกฎหมายที่บังคับให้ต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกผ่านช่องฟรีทีวี (ทำให้โก่งราคาแข่งกับช่องเปย์ทีวีไม่ได้) แต่ฟีฟ่าก็ชดเชยด้วยยอดคนดูในตลาดใหม่ๆ อย่างอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น เกมนัดที่ สหรัฐฯ ดวลกับ เบลเยียม มียอดคนดูในอเมริกาทะลุสถิติถึง 30 ล้านคนบนช่อง Fox
5. บททดสอบในอนาคต: ปี 2030 จะไปต่ออย่างไร?
อย่างไรก็ตาม การรักษาระดับรายได้หมื่นล้านดอลลาร์เอาไว้ อาจเป็นความท้าทายใหญ่ของฟีฟ่าในอนาคต
ศึกฟุตบอลโลกปี 2030 ที่จะกลับไปจัดใน สเปน, โปรตุเกส และ โมร็อกโก อาจไม่สามารถโกยรายได้จากสปอนเซอร์ท้องถิ่นหรือตั้งราคาตั๋วได้มหาศาลเท่ากับตลาดในอเมริกาเหนือ การจะรักษาเป้าหมายทางการเงินให้เติบโตต่อไป อาจกดดันให้ฟีฟ่าต้องมองหาลู่ทางใหม่ๆ ซึ่งไม่แน่ว่า เราอาจได้เห็นการเพิ่มจำนวนทีมเป็น 64 ทีม เพื่อดึงดูดรายได้จากโฆษณาและการถ่ายทอดสดให้มากขึ้นไปอีกในอนาคต
ตราบใดที่ฟุตบอลยังเป็นกีฬามหาชนอันดับหนึ่งของโลก ฟุตบอลโลกก็ยังคงเป็น “เครื่องจักรผลิตเงิน” ที่ทรงพลังที่สุดของฟีฟ่าต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย